มีอาหารที่เลวร้ายกว่าบุหรี่ด้วย ความจริงของน้ำตาลที่หมอก็ไม่รู้

0
65

ต้นเหตุของโรคร้ายในผู้ใหญ่

มาตรการป้องกัน เกี่ยวกับน้ำตาล

ที่ผ่านมาน้ำตาลนั้น ทำให้เกิดโรคร้ายหลายโรคไม่ว่าจะเป็น ฝันผุ โรคอ้วน เบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ ต่างรวมถึงโรคอันตรายสุดอย่างมะเร็งและเป็นสาเหตุของอัลไซเมอร์ได้ด้วย จากการที่กล่าวมาทำให้เกิดการลดน้ำตาลขึ้นมากๆในการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นที่เกาหลีใต้แต่รวมถึงสหรัฐอเมริกา

มาตรการป้องกันต่อน้ำตาลเริ่มสูงขึ้น

และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เกิดหนังสือ <the case against sugar> ที่สหรัฐอเมริกา โดย แกรี่ ทาเบส Gary Taubes ซึ่งมันคือบทสรุปเกี่ยวกับน้ำตาลและวิธีรับมือมัน

น้ำตาล สูตรเคมี

แม้รู้ว่าน้ำตาลทำร้ายร่างกายเรามากเท่าไรและควรลดการบริโภคลงแต่ว่าความจริงที่ได้รับการสนับสนุนจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องน้ำตาลยังคงเป็นสารให้ความหวานหลักเมื่อเราที่เข้ามาในชีวิตของเราโดยตลอดและคอยกัดแทะสุขภาพของเราไปเรื่อยๆคนเรารู้ข้อเสียของบุหรี่มาก แต่เหมือนเราเสพติดรสหวานของน้ำตาลไปเสียแล้ว ทำให้ไม่ค่อยสนใจที่เลิกกินมัน จนมีคำกล่าวว่า มันคือบุหรี่ของศตวรรษที่21ในประเทศสหรัฐกล่าวว่ามีคนไข้จากโรคเบาหวานและโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าจำนวนเด็กที่มีโรคไขมันพอกตับสูงถึง10% ปรากฏการณ์นี้มาจากน้ำตาล คนที่คิดว่าน้ำตาลหรือขนมทำให้เกิดโรคแค่ฟันผุนั้นคงรับความจริงที่ว่าน้ำตาลก่อให้เกิดโรคหัวใจความดันโลหิตสูงโรคมะเร็งต่างๆและโรคอัลไซเมอร์และโรคควาจำเสื่อมและอีกหลายๆโรคซึ่งเกิดจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไปได้ยากแน่นอนความคิดเห็นสาธารณะใช้การขาดความตระหนักหรือความไม่รู้นี้เป็นเครื่องในการหากิน ไม่ว่าจะวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์วิทยาศาสตร์โภชนาการและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจะปกปิดความจริงต่อไป  อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ University of California มีรายงานเปิดเผยว่าอุตสาหกรรมน้ำตาลยักษ์ซื้อนักวิชาการสามคนที่ Harvard University ในทศวรรษที่ 1960 แม้รู้ว่าสาเหตุหลักของโรคหัวใจคือน้ำตาลแต่มีการแต่มีการให้นำไขมันอิ่มตัวมาเป็นผลลัพธ์นการทดลองแทนผลการวิจัย ผู้ผลิตโคคาโคล่าและลูกอมก็มีการก้าวก่ายสู่วงการโภชนาการและจ่ายเงินให้เพื่อเจือจางความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำตาลและโรคอ้วนที่ออกสู่สายตาสาธารณชน

น้ำตาลทราย สูตรเคมี

สิ่งที่มูลนิธิวิจัยน้ำตาล เปิดเผย ผลการวิจัยที่ผิดเพี้ยน

อุตสาหกรรมน้ำตาลมีการใช้งานมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองบิดเบือนความจริงและทำให้ความคิดเห็นของสาธารณชนแย่ลงในเวลานั้นสมาคมแพทย์อเมริกันชี้ว่าน้ำตาลไม่ควรใช้เป็นระบบอาหารภายใต้สมมติฐานว่าน้ำตาลไม่ช่วยให้สุขภาพและอุตสาหกรรมน้ำตาลได้สร้างมูลนิธิวิจัยน้ำตาล (Sugar Research Foundation – SRF)ขึ้นโดยทันที แน่นอนรากฐานนี้ยังคงให้ผลวิจัยที่ผิดพลาดไปเรื่อย ๆ ว่าน้ำตาลไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์นักวิชาการสามคนจาก Harvard ได้มีการเปิดเผยภายหลังว่า ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิในทศวรรษที่ 1950 มีการโต้เถียงเรื่องแคลอรี่ที่เป็น สาเหตุของโรคอ้วนโดยมีการเบี่ยงว่าโรคอ้วนเกิดจากแคลอรี่ที่สูงมากเป็นสาเหตุของโรคอ้วนมูลนิธิวิจัยนี้มีการกุประเด็นโดยให้ข่าวว่า น้ำตาล1ช้อนชามีแคลอรี่เพียงแค่ 16 แคลอรี่ แล้วทำไมต้องมาโทษน้ำตาลทั้งหมดว่าเป็นสาเหตุของโรคอ้วนอย่างไรก็ตามในทศวรรษ 1960 และ 1970 เนื่องจากผลการวิจัยใหม่ของชุมชนทางการแพทย์ยังคงสนับสนุนการมีพิษของน้ำตาลในร่างกายมนุษย์ทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาลได้มีการออกแคมเปญโฆษณาตามหนังสือพิมพ์แต่ก็ไม่สามารถลบล้างได้ทั้งหมด , ในสถานการณ์เช่นนี้ไขมันอิ่มตัวเป็นตัวช่วยในอุตสาหกรรมน้ำตาล สมาคมโรคหัวใจอเมริกันได้ระบุว่าไขมันและคอเลสเตอรอลเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ

ชนิดของน้ำตาล

ใช้ชื่อว่า ‘ปราศจากน้ำตาล’ แทนน้ำตาล

อย่างไรก็ตามกลุ่มที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สุดคือ Metabolic syndromeซึ่งกลุ่มพวกนี้มีโรคที่เสี่ยงหลักๆคือ โรคหัวใจและโรคเบาหวานและภาวะดื้อต่ออินสุลินซึ่งสาเหตุหลักของโรคพวกนี้เกิดจากน้ำตาล ถ้าสาเหตุของโรค Metabolic syndromeเป็นน้ำตาลก็จะนำไปสู่โรคอ้วนโรคเบาหวานและโรคหัวใจต่อไปตามความคิดของผู้เขียนปัจจุบันน้ำตาลเป็นวัตถุของ เป็นตัวแทนของตำหนิ และมีการใช้ฟรักโตสเหลวแทนในการให้หวาน อย่างไรก็ตามเนื่องจากฟรักโทสเหลวมีอันตรายไม่ต่างกับน้ำตาลอาจกล่าวได้ว่าการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่มีของเหลวและน้ำตาลเป็น ‘ปราศจากน้ำตาล’เหมือนทำเป็นไม่เห็นอย่างนั้น อย่างไรก็ตามฟรักโตสเหลวเหล่านี้ทำให้ชาวอเมริกันตกอยู่ในความหวานอีกครั้งเนื่องจากพวกเขาได้ปลดความรู้สึกเฝ้าระวังจากน้ำตาลไปจากช่วงปี 1980 ถึง 1990ในขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ต่างๆเช่นเครื่องดื่มกีฬาและโยเกิร์ตไขมันต่ำถูกใส่ลงในอาหารเพื่อสุขภาพด้วยเหตุนี้การแสวงหากำไรและความโลภขององค์กรไม่ลังเลที่จะครอบคลุมสายตาและหูของผู้คนพฤติกรรมนี้จะแพร่หลายในสังคมเฉพาะในสังคมอเมริกันเท่านั้นหรือ? มันอาจจะอยู่ใกล้ตัวเราก็เป็นได้

ที่มา:https://www.theguardian.com/

ผู้เขียน:ความรู้รอบตัว.com